Voices from
7 Roles of Change
วัฒนา พัฒนวงศ์

ศุภชัย ศศิกนก

วรุณกาญจน์ เจริญกาญจนพงศ์

ศรุต สมรรถนาวิน

พอได้เข้าไปอยู่ในบทนั้นจริง ๆ มันทำให้เรากลับมาสะท้อนตัวเอง และเข้าใจว่าแต่ละคนมีวิธีคิดของเขา ที่ชอบคือการนำเรื่องจิตวิทยามาทำให้เป็นรูปธรรมและชัดเจน ทำให้เข้าใจได้ง่าย ไม่ใช่จิตวิทยาลอย ๆ
สิ่งที่ชอบคือการได้ลองเล่น 2 บทบาท ทั้งเป็นคนสัมภาษณ์และคนถูกสัมภาษณ์ เพราะในชีวิตจริงเราก็ต้องอยู่ในหลายบทบาทอยู่แล้ว พอได้ลองทั้งสองฝั่ง ก็ทำให้ได้คิดว่าเวลาที่เราเป็นคนถูกถาม เราจะตอบอย่างไร หรือเวลาที่เราอยากให้ใครเกิดก ารเปลี่ยนแปลง เราจะเข้าหาเขาอย่างไร ซึ่งมันก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงอยู่แล้ว
สิ่งที่จะนำไปปรับใช้คือ See–Feel–Need เพราะได้ลองนำสิ่งที่โค้ชเม้งสอนไปใช้จริง แล้วเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จากเดิมในฐานะโค้ช บางครั้งเราอาจพยายาม Push ในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังต่อต้าน แต่ครั้งนี้เราได้กลับมาอ่าน Role ของเขาก่อน จากคนที่เป็น Sleeper และค่อนข้างนิ่ง เราเปลี่ยนวิธีคุยและทำให้เขาเห็นว่าสิ่งนี้จะให้อะไรกับเขา ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า เมื่อเราเห็นว่าเขารู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร และกำลังอยู่ใน Role ไหน เราก็สามารถเลือกวิธีเข้าหาเขาเพื่อพาไปสู่เป้าหมายได้
ชอบ Flow การเรียนที่เริ่มจากทฤษฎีและ Framework แล้วพาไปทำ Case Study มีเวลาให้คิด เขียน และ Discuss กัน ทำให้เราได้เอาสิ่งที่เรียนมาใช้จริง ไม่ใช่แค่เรียนเพื่อรู้หรือจำ พอผ่านการฝึก เราก็เริ่มมีโมเดลอยู่ข้างหลังเวลาคิดหรือคุยกับคน และในช่วงท้ายยังได้กลับมามองตัวเองด้วย ที่สำคัญคือเรียนจบแล้วไม่ได้จบแค่ในห้อง แต่ยังเกิดคำถามที่ทำให้เราอยากกลับไปคิดและลองใช้ต่อ สำหรับผมมันคือ เรียน รู้ ฝึกทำ และมีคำถามให้คิดต่อ
ชลดรงค์ วัฒนมงคลลาภ

จารุณี สินชัยโรจน์กุล


ธเนษฐ จิรกิจญประภา
วรินทร์รำไพ พูลเอี่ยม

สิ่งที่ชอบคือพี่เม้งช่วยโค้ชให้เราเห็นว่า คนที่เราเกี่ยวข้องด้วยเขาอยู่ตรงไหนใน 7 Roles พอเห็น Role ของเขาชัดขึ้น ก็ทำให้เรารู้ว่ากลับไปแล้วควรจะดีลหรือพูดคุยกับเขายังไง ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นมาก
ตอนแรกคิดว่า 7 Roles เป็นเรื่องของคนที่ทำ Social Enterprise หรือเปล่า แต่พอได้เรียนแล้วมันกลับมาเชื่อมโยงกับตัวเอง ทำให้เห็นว่าจริง ๆ ในชีวิตประจำวันเราก็เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง และเอาไปปรับใช้ได้ทั้งในการทำงานและชีวิตจริง
ถ้าย้อนกลับไปตอนที่ทำงานในองค์กร แต่ละคนก็มี Win ของตัวเอง ถ้าเราได้เข้าใจเรื่อง 7 Roles มากขึ้น ก็น่าจะช่วยให้เราทำงานในบทบาทที่ต้อง Drive การเปลี่ยนแปลงได้ แม้เราจะไม่ได้มี Power โดยตรง แต่เราก็ยังสามารถสร้างพื้นที่ที่ทำให้แต่ละฝ่ายเห็น Win ร่วมกันได้
ปกติเรามักมองบทบาทของคนอื่น แต่อาจไม่ได้กลับมามองตัวเอง คลาสนี้ทำให้เราได้เห็นว่า ตัวเราอยู่ใน Role ไหน และเมื่อเราต้องทำงานกับคนที่มี Role เหมือนหรือต่างจากเรา ควรเข้าหาเขาอย่างไร ทำให้เรามีขั้นตอนที่ชัดขึ้น ตั้งแต่มองเขาให้เป็น คุยกับเขาให้เป็น ไปจนถึงการนำไปสู่ Action และผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

วิมลวรรณ ลิ่วชวโรจน์
ไพรัชช์ สาระคง

สุภัทรา ธรรมสัญจร

สุจิตรา โฆสวรรณะ

รู้สึกเหมือนได้เรียน 3 ก๊กในฉบับองค์กร ได้เรียนรู้แบบ ‘รู้เขา รู้เรา’ และมองการทำงานแบบ Bird’s-eye view มากขึ้น จากที่เมื่อก่อนอาจโฟกัสแค่พื้นที่ใกล้ตัว ก็ได้กลับมามองคนและสถานการณ์ให้รอบด้านขึ้น ที่ชอบอีกอย่างคือเราไม่จำเป็นต้องติดป้ายว่าใครเป็นอะไร แค่เข้าใจว่าเขาอยู่ตรงไหน และช่วยให้ขยับไปได้อีกหนึ่งก้าว ก็เป็น Small Win แล้ว รวมถึงชอบรายละเอียดของคลาสและทีมผู้จัด สไลด์สวยมาก เป็นคลาสที่รู้สึกว่าดีมาก ๆ
พอได้เรียนก็ทำให้เห็นว่า เวลาต้องไปคุยหรือดีลงานกับใคร เ ราสามารถมองผ่าน 7 Roles เพื่อเข้าใจว่าเขาอยู่ตรงไหน และเลือกวิธีคุยหรือเข้าหาเขาได้ดีขึ้น ทำให้เรามองสถานการณ์รอบด้านมากกว่าเดิม อีกอย่างที่ชอบคือบรรยากาศในห้องที่มีคนหลากหลาย ทำให้ได้ฟังความคิดเห็นและมุมมองของหลาย ๆ คน จากตอนแรกที่ยังไม่รู้จะถามอะไรและนั่งฟังเป็นหลัก พอค่อย ๆ เรียนรู้และเช็กไปทีละวง ก็ทำให้เข้าใจมากขึ้น
สิ่งที่ประทับใจมากคือการได้ถกเถียงกันตั้งแต่ช่วงแรกว่าใครอยู่ Role ไหน เพราะทำให้เห็นว่าแต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกัน รู้สึกว่าเป็นคลาสที่สอนเรื่องคนได้ลึกมาก ส่วนตัวเคยเรียนเรื่องมนุษย์และจิตวิทยามาก่อน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเรียนเชิงทฤษฎีและยกตัวอย่าง ขณะที่คลาสนี้ได้ลองเล่นและลงลึกจริง ๆ เปิดกว้างให้ตั้งคำถาม และทุกคนก็ได้นำประสบการณ์ของตัวเองมาแชร์ ทั้งเรื่องที่เคยเจอและคนที่เคยทำงานด้วย ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องคนจากมุมมองและประสบการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น
ปกติเป็นคนชอบเรียนเรื่องคนอยู่แล้ว และสิ่งที่ชอบมากคือ 3 วงกลม Power, Legitimacy และ Urgency เพราะในการทำงานต้องเจอลูกค้าหลายรูปแบบ Framework นี้ทำให้เราเห็นว่า ถ้ามีเป้าหมายบางอย่าง เราจะเข้าใจและเข้าหาแต่ละคนยังไง เพื่อให้เขาค่อย ๆ ไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายที่ต้องการ รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่สามารถเอาไปต่อยอดกับการทำงานได้มาก
มาโนช เลิศสาครศิริ

สุดาวรรณ วัฒนพงษ์


พนอจันทร์ จารุรังสีพงค์
สิ่งที่ชอบมากที่สุดคือ See–Feel–Need เพราะทำให้เราได้ฝึกมองในมุมของอีกฝ่าย ว่าเขารู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร และมีความกังวลอะไรที่ทำให้เขายังไม่ขยับ สำหรับผม สิ่งที่ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดคือการรู้จักคน มองในมุมของเขา ไม่ใช่มุมของเรา รู้สึกแบบเขา ไม่ใช่แบบเรา และมองให้ออกว่าเขากำลังคิดถึงอะไร
สิ่งที่ได้จากคลาสนี้มี 2 อย่าง อย่างแรกคือทำให ้เรากลับมาคิดว่า เราจำเป็นต้องเปลี่ยนคนนี้จริง ๆ ไหม ถ้าเขาไม่อยากเปลี่ยน ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยน และเราเปลี่ยนเขาไม่ได้ เราก็อาจกลับมาเปลี่ยนที่ตัวเราแทน อย่างที่สองคือ ถ้าเป็นคนที่เราจำเป็นต้องสร้างการเปลี่ยนแปลง เมื่อก่อนเราอาจรู้แค่ว่าอยากให้เขาเปลี่ยน แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร พอทำไม่ได้ก็รู้สึกหงุดหงิด แต่ตอนนี้ได้เห็นว่ามันมีวิธี เราต้องมองเขาให้ถูกและเข้าใจว่าเขาต้องการอะไร ซึ่งช่วยให้เราเห็นวิธีที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น
สิ่งที่ได้เรียนรู้วันนี้คือ การกลับมามองว่าสิ่งที่เราทำสร้างผลกระทบต่อคนอื่นอย่างไร ทั้งในทางบวกและทางลบ เพราะถ้าเราไม่คำนึงถึงคนที่ได้รับผลกระทบ ก็อาจส่งผลต่อความรู้สึกและความต้องการของเขา ทำให้เห็นว่าทำไมเราจึงต้องเข้าใจความแตกต่างของคนและแต่ละบทบาท เพื่อเลือกว่าจะวางกลยุทธ์และเข้าหาแต่ละคนอย่างไร คิดว่าสิ่งนี้สามารถนำไปใช้ได้กับทุกคน ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร
.png)