top of page

Voices from
7 Roles of Change

วัฒนา พัฒนวงศ์

S__204537903.jpg

ศุภชัย ศศิกนก

S__204537905.jpg

วรุณกาญจน์ เจริญกาญจนพงศ์

ศรุต สมรรถนาวิน

1113D784-BC6F-4D35-B9D1-3CD4D7FD1F11.jpg

พอได้เข้าไปอยู่ในบทนั้นจริง ๆ มันทำให้เรากลับมาสะท้อนตัวเอง และเข้าใจว่าแต่ละคนมีวิธีคิดของเขา ที่ชอบคือการนำเรื่องจิตวิทยามาทำให้เป็นรูปธรรมและชัดเจน ทำให้เข้าใจได้ง่าย ไม่ใช่จิตวิทยาลอย ๆ

สิ่งที่ชอบคือการได้ลองเล่น 2 บทบาท ทั้งเป็นคนสัมภาษณ์และคนถูกสัมภาษณ์ เพราะในชีวิตจริงเราก็ต้องอยู่ในหลายบทบาทอยู่แล้ว พอได้ลองทั้งสองฝั่ง ก็ทำให้ได้คิดว่าเวลาที่เราเป็นคนถูกถาม เราจะตอบอย่างไร หรือเวลาที่เราอยากให้ใครเกิดการเปลี่ยนแปลง เราจะเข้าหาเขาอย่างไร ซึ่งมันก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงอยู่แล้ว

สิ่งที่จะนำไปปรับใช้คือ See–Feel–Need เพราะได้ลองนำสิ่งที่โค้ชเม้งสอนไปใช้จริง แล้วเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จากเดิมในฐานะโค้ช บางครั้งเราอาจพยายาม Push ในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังต่อต้าน แต่ครั้งนี้เราได้กลับมาอ่าน Role ของเขาก่อน จากคนที่เป็น Sleeper และค่อนข้างนิ่ง เราเปลี่ยนวิธีคุยและทำให้เขาเห็นว่าสิ่งนี้จะให้อะไรกับเขา ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า เมื่อเราเห็นว่าเขารู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร และกำลังอยู่ใน Role ไหน เราก็สามารถเลือกวิธีเข้าหาเขาเพื่อพาไปสู่เป้าหมายได้

ชอบ Flow การเรียนที่เริ่มจากทฤษฎีและ Framework แล้วพาไปทำ Case Study มีเวลาให้คิด เขียน และ Discuss กัน ทำให้เราได้เอาสิ่งที่เรียนมาใช้จริง ไม่ใช่แค่เรียนเพื่อรู้หรือจำ พอผ่านการฝึก เราก็เริ่มมีโมเดลอยู่ข้างหลังเวลาคิดหรือคุยกับคน และในช่วงท้ายยังได้กลับมามองตัวเองด้วย ที่สำคัญคือเรียนจบแล้วไม่ได้จบแค่ในห้อง แต่ยังเกิดคำถามที่ทำให้เราอยากกลับไปคิดและลองใช้ต่อ สำหรับผมมันคือ เรียน รู้ ฝึกทำ และมีคำถามให้คิดต่อ

ชลดรงค์ วัฒนมงคลลาภ

S__204619780.jpg

จารุณี สินชัยโรจน์กุล

S__204636178.jpg
S__204619788.jpg

ธเนษฐ จิรกิจญประภา

วรินทร์รำไพ พูลเอี่ยม

S__204636177.jpg

สิ่งที่ชอบคือพี่เม้งช่วยโค้ชให้เราเห็นว่า คนที่เราเกี่ยวข้องด้วยเขาอยู่ตรงไหนใน 7 Roles พอเห็น Role ของเขาชัดขึ้น ก็ทำให้เรารู้ว่ากลับไปแล้วควรจะดีลหรือพูดคุยกับเขายังไง ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นมาก

ตอนแรกคิดว่า 7 Roles เป็นเรื่องของคนที่ทำ Social Enterprise หรือเปล่า แต่พอได้เรียนแล้วมันกลับมาเชื่อมโยงกับตัวเอง ทำให้เห็นว่าจริง ๆ ในชีวิตประจำวันเราก็เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง และเอาไปปรับใช้ได้ทั้งในการทำงานและชีวิตจริง

ถ้าย้อนกลับไปตอนที่ทำงานในองค์กร แต่ละคนก็มี Win ของตัวเอง ถ้าเราได้เข้าใจเรื่อง 7 Roles มากขึ้น ก็น่าจะช่วยให้เราทำงานในบทบาทที่ต้อง Drive การเปลี่ยนแปลงได้ แม้เราจะไม่ได้มี Power โดยตรง แต่เราก็ยังสามารถสร้างพื้นที่ที่ทำให้แต่ละฝ่ายเห็น Win ร่วมกันได้

ปกติเรามักมองบทบาทของคนอื่น แต่อาจไม่ได้กลับมามองตัวเอง คลาสนี้ทำให้เราได้เห็นว่า ตัวเราอยู่ใน Role ไหน และเมื่อเราต้องทำงานกับคนที่มี Role เหมือนหรือต่างจากเรา ควรเข้าหาเขาอย่างไร ทำให้เรามีขั้นตอนที่ชัดขึ้น ตั้งแต่มองเขาให้เป็น คุยกับเขาให้เป็น ไปจนถึงการนำไปสู่ Action และผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

S__204652558.jpg

วิมลวรรณ ลิ่วชวโรจน์

ไพรัชช์ สาระคง

D0838EDE-6B06-4A61-B2EF-C8F6FE07E123.jpg

สุภัทรา ธรรมสัญจร

D13EF140-5ECC-4E63-BEB7-3BA63BE1CB29.jpg

สุจิตรา โฆสวรรณะ

S__204718092.jpg

รู้สึกเหมือนได้เรียน 3 ก๊กในฉบับองค์กร ได้เรียนรู้แบบ ‘รู้เขา รู้เรา’ และมองการทำงานแบบ Bird’s-eye view มากขึ้น จากที่เมื่อก่อนอาจโฟกัสแค่พื้นที่ใกล้ตัว ก็ได้กลับมามองคนและสถานการณ์ให้รอบด้านขึ้น ที่ชอบอีกอย่างคือเราไม่จำเป็นต้องติดป้ายว่าใครเป็นอะไร แค่เข้าใจว่าเขาอยู่ตรงไหน และช่วยให้ขยับไปได้อีกหนึ่งก้าว ก็เป็น Small Win แล้ว รวมถึงชอบรายละเอียดของคลาสและทีมผู้จัด สไลด์สวยมาก เป็นคลาสที่รู้สึกว่าดีมาก ๆ

พอได้เรียนก็ทำให้เห็นว่า เวลาต้องไปคุยหรือดีลงานกับใคร เราสามารถมองผ่าน 7 Roles เพื่อเข้าใจว่าเขาอยู่ตรงไหน และเลือกวิธีคุยหรือเข้าหาเขาได้ดีขึ้น ทำให้เรามองสถานการณ์รอบด้านมากกว่าเดิม อีกอย่างที่ชอบคือบรรยากาศในห้องที่มีคนหลากหลาย ทำให้ได้ฟังความคิดเห็นและมุมมองของหลาย ๆ คน จากตอนแรกที่ยังไม่รู้จะถามอะไรและนั่งฟังเป็นหลัก พอค่อย ๆ เรียนรู้และเช็กไปทีละวง ก็ทำให้เข้าใจมากขึ้น

สิ่งที่ประทับใจมากคือการได้ถกเถียงกันตั้งแต่ช่วงแรกว่าใครอยู่ Role ไหน เพราะทำให้เห็นว่าแต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกัน รู้สึกว่าเป็นคลาสที่สอนเรื่องคนได้ลึกมาก ส่วนตัวเคยเรียนเรื่องมนุษย์และจิตวิทยามาก่อน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเรียนเชิงทฤษฎีและยกตัวอย่าง ขณะที่คลาสนี้ได้ลองเล่นและลงลึกจริง ๆ เปิดกว้างให้ตั้งคำถาม และทุกคนก็ได้นำประสบการณ์ของตัวเองมาแชร์ ทั้งเรื่องที่เคยเจอและคนที่เคยทำงานด้วย ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องคนจากมุมมองและประสบการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น

ปกติเป็นคนชอบเรียนเรื่องคนอยู่แล้ว และสิ่งที่ชอบมากคือ 3 วงกลม Power, Legitimacy และ Urgency เพราะในการทำงานต้องเจอลูกค้าหลายรูปแบบ Framework นี้ทำให้เราเห็นว่า ถ้ามีเป้าหมายบางอย่าง เราจะเข้าใจและเข้าหาแต่ละคนยังไง เพื่อให้เขาค่อย ๆ ไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายที่ต้องการ รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่สามารถเอาไปต่อยอดกับการทำงานได้มาก

มาโนช เลิศสาครศิริ

S__204718098.jpg

สุดาวรรณ วัฒนพงษ์

S__204718109.jpg
36853AAA-FFF4-4C09-BEAF-DAF044C2FF2C.jpg

พนอจันทร์ จารุรังสีพงค์

สิ่งที่ชอบมากที่สุดคือ See–Feel–Need เพราะทำให้เราได้ฝึกมองในมุมของอีกฝ่าย ว่าเขารู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร และมีความกังวลอะไรที่ทำให้เขายังไม่ขยับ สำหรับผม สิ่งที่ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดคือการรู้จักคน มองในมุมของเขา ไม่ใช่มุมของเรา รู้สึกแบบเขา ไม่ใช่แบบเรา และมองให้ออกว่าเขากำลังคิดถึงอะไร

สิ่งที่ได้จากคลาสนี้มี 2 อย่าง อย่างแรกคือทำให้เรากลับมาคิดว่า เราจำเป็นต้องเปลี่ยนคนนี้จริง ๆ ไหม ถ้าเขาไม่อยากเปลี่ยน ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยน และเราเปลี่ยนเขาไม่ได้ เราก็อาจกลับมาเปลี่ยนที่ตัวเราแทน อย่างที่สองคือ ถ้าเป็นคนที่เราจำเป็นต้องสร้างการเปลี่ยนแปลง เมื่อก่อนเราอาจรู้แค่ว่าอยากให้เขาเปลี่ยน แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร พอทำไม่ได้ก็รู้สึกหงุดหงิด แต่ตอนนี้ได้เห็นว่ามันมีวิธี เราต้องมองเขาให้ถูกและเข้าใจว่าเขาต้องการอะไร ซึ่งช่วยให้เราเห็นวิธีที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่ได้เรียนรู้วันนี้คือ การกลับมามองว่าสิ่งที่เราทำสร้างผลกระทบต่อคนอื่นอย่างไร ทั้งในทางบวกและทางลบ เพราะถ้าเราไม่คำนึงถึงคนที่ได้รับผลกระทบ ก็อาจส่งผลต่อความรู้สึกและความต้องการของเขา ทำให้เห็นว่าทำไมเราจึงต้องเข้าใจความแตกต่างของคนและแต่ละบทบาท เพื่อเลือกว่าจะวางกลยุทธ์และเข้าหาแต่ละคนอย่างไร คิดว่าสิ่งนี้สามารถนำไปใช้ได้กับทุกคน ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร

bottom of page